ติดต่อทางวัด | รวมรูปภาพ



พระอาจารย์ทองสุข เป็นพระผู้มีปณิธานอันแน่วแน่ที่จะใช้ชีวิต ส่วนที่เหลือ อยู่ทั้งหมด หลังจากที่ได้กราบลาท่าน พระเดชพระคุณ พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม) แห่งวัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งเป็น พระอาจารย ์ของท่าน กลับสู่บ้านเกิดเพื่อการสร้างคน โดยเฉพาะ ประชาชนและ เยาวชนใน แถบภูมิภาคนั้น ด้วยการปฏิบัติธรรมตามแนว สติปัฏฐาน ๔ ตามหลักปฏิบัติ แห่งพุทธศาสน




พระอาจารย์ทองสุข ฐิตสีโล เป็นชาวจังหวัดเชียงรายโดยกำเนิด บ้านอยู่ บ้านแม่ลาว ตำบลดงมะดะ อำเภอเมืองในสมัยนั้น ซึ่งปัจจุบันคือ อำเภอแม่ลาว นามเดิมของท่านคือ ทองสุข สมจันทร์ เกิดเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๐ ตรงกับปีระกา มีพี่น้อง ๗ คน เป็นชาย ๓ คน หญิง ๔ คน พระอาจารย์เป็นลูกชายคนกลาง โยมบิดาชื่อ ผัด โยมมารดาชื่อ เขียว ปัจจุบันโยมบิดามารดา พี่และน้องเสียชีวิตแล้ว เหลือโยมพี่สาวเพียงคนเดียวชื่อ กาน




สมัยเมื่อยังเล็กครอบครัวมีฐานะปานกลาง มีชีวิตด้วยความอบอุ่น เมื่ออายุครบกำหนด ๗ ปี ก็เข้าเรียนตามเกณฑ์ที่โรงเรียน แม่ลาว อำเภอแม่ลาว จนวันหนึ่งบิดาล้มป่วยลง ไม่สามารถทำงานได้ ภาระการเลี้ยงดูบุตรธิดาทั้งหมด รวมทั้งค่าใช้จ่าย ในการ รักษาพยาบาล บิดา จึงตกเป็นของมารดาแต่เพียงผู้เดียว ภาวะการเงินจึงเริ่มขัดสนมากขึ้น เรื่อยๆ จนในที่สุด พระอาจารย์ต้องลาออกจากโรงเรียน ซึ่งขณะนั้นอายุได้ ๘ ปี กำลังเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ ๒ ท่านออกมาช่วยมารดาทำงาน
ต่างๆ เช่น หาบของขาย แลกเปลี่ยนของพื้นเมือง ต้องแบกของเดินวันหนึ่งไกล ๓๐-๔๐ กิโลเมตร ใช้เวลาอย่างน้อย ๑๐ ชั่วโมง ขึ้นไป ตลอดเวลาที่เห็นมารดาแบกรับภาระหนักเช่นนี้ จึงเกิดความสงสารมารดาเป็นอย่างยิ่ง ประกอบกับความรัก ที่มีต่อ มารดา พระอาจารย์จึงรับจ้างทำงานทุกอย่างโดยไม่เลือกเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของมารดา ตั้งแต่ รับจ้างขุดดิน
ดายหญ้า แบกหาม เป็นต้น เรื่อยมาตั้งแต่นั้น



เมื่ออายุ ๑๖ ปี ท่านได้เดินทางมาทำงาน ที่ต่างจังหวัด ทำงานในสวนผลไม้ ต่อมาไปเป็นนักมวย ช่วงเวลานี้เอง ที่ท่านได้มีโอกาส สัมผัส ชีวิตสภาพความ เป็นอยู่ของหญิงขายบริการที่ถูกล่อลวงมา ซึ่งโดยส่วนใหญ ่เป็นเยาวชนที่มาจาก ทางภาคเหนือ ได้เห็นภาพการกักขัง ทุบตี ทารุณ อยู่เป็นประจำ ท่านจึงมีความรู้สึกสลดใจและสงสารมาก ต้องการช่วยเหลือ แต่ไม่ทราบจะทำอย่างไร


ปี ๒๕๑๘ ท่านย้ายมาทำงานในกรุงเทพ ทำงานในปั๊มน้ำมัน รับจ้างเป็นช่างฝีมือในบริษัทเอกชน ทำงานอยู่ ๒ ปี ช่วงนี้เอง ท่านเกิดความรู้สึก เบื่อหน่ายชีวิตความเป็นอยู่ที่มีแต่ความจำเจ การทำงาน กินอยู่แบบคนทั่วไป รู้สึกชีวิตไม่มีคุณค่า ไม่มีประโยชน์ ไม่ทราบว่าจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร จึงรู้สึกอยากตาย แต่โชคดีที่ท่านมีเพื่อนคนหนึ่ง ที่เช่าบ้านอยู่ด้วยกัน ซึ่งเคยบวชพระมาก่อน และชอบสวดมนต์ ทำกรรมฐาน จึงได้ปรึกษาซักถามจนทราบว่า การสวดมนต์ ฝึกสมาธินั้น ทำแล้ว ได้บุญ และยังได้ฟังคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกด้วย ท่านจึงมีความสนใจที่จะศึกษาธรรม และก็ได้ เพื่อนท่านนี้พาไปไหว้พระ ทำบุญ ให้หนังสือธรรมมาอ่าน จนเกิดความคิดใหม่ขึ้นมาว่า ชีวิตคนเราเปลี่ยนแปลง ได้ถ้าเรามีความเลื่อมใส ศรัทธาในการที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้ามีคำสอนหลากหลายให้เราเลือกทางได้มากมาย คนเราเลือกเกิดได้ เลือกทางเดินได้ด้วยตัวเอง พัฒนาไปจน ถึงนิพพาน เมื่อเข้าใจเช่นนี้แล้ว ท่านจึงเริ่มลงมือปฏิบัติตามคำสอนจากพระในวัดต่างๆ ปฏิบัติตามหนังสือเองบ้าง รู้สึก ชีวิตมีคุณค่า จึงยิ่งสนใจที่จะศึกษาและปฏิบัติมากขึ้น



ช่วงประมาณปี ๒๕๒๓ ถึง ๒๕๓๔ ท่านเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายชีวิตฆราวาสจนถึงที่สุด จึงได้ตัดสินใจ เข้ารับการอุปสมบท ที่วัดปากน้ำบางงา อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ ตรงกับปีระกา พระอุปัชฌาย์คือ ท่านพระครูสิริโพพิทักษ์ ท่านได้รับฉายาว่า พระทองสุข ฐิตสีโล หลังจากบวชแล้ว ท่านยังคงฝึกกรรมฐานเองตามหนังสือ ถูกบ้างผิดบ้างโดยที่ไม่เข้าใจ และไม่ทราบว่าวิธีใดทำให้เกิดสมาธิ จนวันหนึ่งได้มาฟังเทศน์ของท่าน พระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม (พระธรรมสิงหบุราจารย์–สมณศักดิ์ปัจจุบัน) ที่วัดอัมพวัน เมื่อได้ฟังแล้วก็รู้สึกถูกใจ เพราะหลวงพ่อท่านสอนแนวปัญญา เหมือนกับสิ่งที่ท่านฝึกปฏิบัติมา ท่านจึงอธิษฐานขอให้มีโอกาสมาเป็นศิษย์ ฝึกกรรมฐาน กับท่านหลวงพ่อสัก ๑ ถึง ๒ เดื



สองปีผ่านไป พระอาจารย์ตัดสินใจออกเดินธุดงค์ แต่ก่อนเดินทางท่านได้พบโยมที่เคยอุปถัมภ์กันมา ชื่อว่าคุณยายเป้า เมื่อ ได้ทราบ ความจึงถูกทักท้วงจากคุณยายด้วยเกรงว่าจะเกิดอันตราย แต่ในที่สุดแล้ว ด้วยความตั้งใจ อย่างมุ่งมั่นที่จะแสวงหา ครูและสถานที่เพื่อฝึกปฏิบัติกรรมฐาน คุณยายเป้าจึงพาไปฝากไว้กับหลวงพ่อจรัญ คำกล่าวของท่านหลวงพ่อ เมื่อคุณยาย เป้าฝากท่านให้ช่วยสอนการปฏิบัติธรรมคือ "ถ้ามาสร้างความดีก็รับ แต่ถ้าไม่สร้างความดีไม่เอา" จึงเป็นอันว่าท่าน ได้พบสำนัก ปฏิบัติและ พระอาจารย์ผู้สอนวีธีการปฏิบัติตามแนวทางแห่งพระพุทธศาสนาสมความมุ่งหมาย



ช่วงเวลานั้น ทางวัดอัมพวันได้จัดการฝึกอบรมปฏิบัติกรรมฐาน ให้กับพระสงฆ์ที่มาจากที่อื่นๆ โดยทั่วไปจะเข้ามาอบรม ครั้งละประมาณ ๑๕ วัน ท่านคิดว่าตนเองมีเวลาเท่านี้จึงตั้งใจปฏิบัติอย่างดีที่สุด แต่เมื่อครบกำหนดเวลา ก็ยังไม่มี ใครบอก ให้ไปไหน จึงอยู่ปฏิบัติเรื่อยมา จากหนึ่งเดือนเป็นสามเดือน ทุกๆวันอาจารย์จะตื่นตีสี่ขึ้นมาปฏิบัติเอง ทำตามระเบียบ ปฏิบัติ ไม่เคยขาด จนวันหนึ่งท่านพระครูปัญญาประสิทธิคุณ ซึ่งเป็นรองเจ้าอาวาสในสมัยนั้น ได้นำตาลปัตรมา ให้เก็บไว้และให้ช่วย รับงานนิมนต์ให้กับทางวัด ท่านจึงอยู่ต่อเรื่อยมาจนใกล้ถึงวันเข้าพรรษา และได้ทราบเรื่อง ให้พระสงฆ์ที่ต้องการ อยู่จำพรรษา ที่วัดดำเนินการขอย้ายมา ท่านจึงทำเรื่องขอย้ายและได้อยู่จำพรรษาที่วัดอัมพวันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา



ช่วงเวลา ๗ ปีแรกที่ได้เข้ามาอยู่ในวัดท่าน ได้ฝึกปฏิบัติกรรมฐาน ดูกาย วาจา ใจ ของตนเองอย่างจริงจัง เนื่องจาก หลายครั้งพบ ว่าตนเองไม่สามารถตอบคำถามที่มีผู้ถามมาได้ หรือตอบได้แต่ ผิดๆ ถูกๆ จึงทราบว่าช่วงนี้ควร เน้นปฏิบัติแต่เพียงอย่างเดียว เว้นจากการพูดคุย การอ่านหนังสือ ให้ปฏิบัติอย่างจริงจัง ต่อมาจึงได้ไปสอบผ่าน นักธรรมชั้นตรี – โท – เอก ตามลำดับ เนื่องจากท่านหลวงพ่อสนับสนุนให้ศึกษาทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติ



ระหว่างปี ๒๕๓๐ คราวหนึ่งมีกลุ่มพยาบาลจากจังหวัดนครสวรรค ์คณะหนึ่งประมาณ ๒๐ คน มาเข้ากรรมฐานที่วัดอัมพวัน ในช่วงเวลาที่หลวงพ่อ ไม่อยู่ที่วัด ต้องการฟังเทศน์จากพระปฏิบัติ อุบาสิกาโยมสุ่ม ทองยิ่ง หรือแม่ใหญ่ ผู้ดูแลผู้เข้าอบรม ฝ่ายฆราวาสในสมัยนั้น จึงนิมนต์พระอาจารย์ให้มาเป็นผู้เทศน์สอน จากครั้งแรกที่ท่านคิดว่าคงจะใช้เวลาไม่เกิน ๑๕ นาที ก็คงจบการเทศน์ แต่ตรงกันข้าม ท่านพบว่ายิ่งสอน ก็ยิ่งมีเรื่องราวให้กล่าวออกมาได้เรื่อยๆ ยิ่งถูกถาม ยิ่งตอบได้อย่างชัดเจน ครั้งนั้นท่านจึงได้เข้าใจ ในสิ่งที่หลวงพ่อสอนว่าปฏิบัติแล้วให้เก็บข้อมูล ถ้าหากผู้ปฏิบัติ ปฏิบัติจนเห็นจริง รู้แยกรูป แยกนามได้ รู้แจ้งในขันธ์ห้า ถึงเวลาข้อมูลจะไหลออกมาเป็นงู เป็นปัญญาภาวนา ให้ปัญญาผุดขึ้นมาจากในใจเราเอง ไหลมาจากความจริง ไม่ใช่สุตตมยปัญญาซึ่งเป็นความคิด ตั้งแต่นั้น ท่านได้เริ่มสอนพระนวกะที่เข้ามาบวชจำพรรษา เรื่อยมา ต่อมาภายหลังมีประชาชนที่สนใจเข้ามาศึกษาปฏิบัติธรรมที่วัดมากขึ้น ท่านจึงเข้ามาช่วยดูแลฝึกอบรม การทำกรรมฐาน ให้แก่ฆราวาสเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง เรื่อยมาจนถึงปี ๒๕๓๙



เวลาต่อมา ท่านเริ่มมีความคิดที่จะกลับมาพัฒนา ประชาชนและเยาชนที่บ้านเกิด เนื่องจากสมัยที่ท่านใช้ชีวิตเป็นฆราวาส ทราบว่าที่นั่นมีปัญหามาก ชาวบ้านรู้จักพระแบบผิดๆ คิดว่าพระมีหน้าที่ให้หวย หรือดูหมอ ไม่รู้เรื่องธรรม ใช้ชีวิตแบบ ชาวบ้านทั่วไป ถือไสยศาสตร์ จึงทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ขึ้น เช่น เรื่องยาเสพติดในท้องถิ่น ซึ่งทำให้เกิดความเดือนร้อน แก่ตัวผู้ติดยาและครอบครัว ปัญหาเยาวชนถูกหลอกให้มาขายบริการทางเพศและนำมาใช้แรงงานอย่างผิดกฏหมาย ในที่สุดจึงได้ตัดสินใจลาท่าน พระเดชพระคุณหลวงพ่อ เดินทางกลับมายังจังหวัดเชียงราย หาสถานที่ที่จะสร้าง เป็นสถาน ปฏิบัติธรรม จัดอบรมกรรมฐานให้แก่เยาวชน ตามแนวการสอนของท่านพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ซึ่งหากเยาวชน ผู้นั้นได้รู้จักกรรมฐานตั้งแต่อายุน้อยๆ หมั่นปฏิบัติสม่ำเสมอ ก็จะดำรงชีวิตอย่างถูกต้อง ประสบความสำเร็จในเรื่องการเรียน มีวิชาความรู้ ประกอบอาชีพการงานที่ดี มีความเจริญรุ่งเรื่องก้าวหน้า เกิดประโยชน์ต่อตนเอง และในที่สุดเยาวชน นั้นก็จะสร้างความดีแก่สังคมและประเทศชาติ ท่านจึงเห็นความสำคัญต่อการอบรมเยาวชนเป็นอย่างยิ่ง รวมเวลาที่ท่าน พำนักอยู่ที่วัดอัมพวันทั้งสิ้น ๑๔ พรรษา



ในช่วงแรกที่ขึ้นมาที่เชียงราย ท่านได้มาพักอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งใน อ.พาน จ. เชียงราย มีหน้าที่ช่วยสอนให้แก่ผู้เข้าอบรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัย ซึ่งมีความตั้งใจในการปฏิบัติและได้ผลดี ท่านอาศัยอยู่ที่นี่ได้ประมาณหนึ่งพรรษาก็ย้ายออกมา เพราะจะหาสถานที่เพื่อที่จะจัดอบรมตามวิชาที่ได้เรียนรู้มาอย่างเต็มที่ จึงได้อธิษฐานจิต ขอให้พบเห็นสถาน ที่ที่เคยอยู่มา ในอดีต ในบริเวณจังหวัดเชียงราย เมื่อทำกรรมฐานภาพนิมิตก็ปรากฏขึ้นตามคำอธิษฐานนั้น ท่านได้สำรวจไปตาม สถานที่ต่างๆ เป็นเวลาหลายเดือน จนในที่สุด ในช่วงระหว่างออกพรรษาปี ๒๕๓๙ ท่านจึงได้พบสถานที่ที่ตรง กับภาพนิมิต ที่วัดถ้ำพระผาคอก (คือศูนย์ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานในปัจจุบัน) อยู่บริเวณด้านหลังวัดส่วน ที่อยู่บนเขาติดกับหมู่บ้าน เป็นเขตป่าชุมชน ลักษณะเป็นป่าทึบมีแต่ต้นไม้ใหญ่ทั้งหมด ช่วงเวลาที่จะได้เห็นแสงอาทิตย์ส่อง ลงมาในแต่ละวันจะสั้นมาก คือประมาณสิบโมงเช้า ไปถึงบ่ายสามถึงสี่โมงเย็นเท่านั้น จึงทำให้ไม่ค่อยมีใครเข้าไปในบริเวณนั้น ชาวบ้านเรียก พื้นที่แถบนี้ว่า ผาคอก ซึ่งในบริเวณนี้เดิมเคยเป็นศูนย์ ธุดงควัตร หรือเรียกว่า วัดสมเด็จผางาม เป็นที่พระสงฆ์ มาจำพรรษา เป็นครั้งคราว แต่ขณะนั้นเป็นศูนย์ร้างมา ๒-๓ ปีแล้ว อาคารและสิ่งก่อสร้างอยู่ในสภาพใกล้พัง เมื่อท่านมาสำรวจพบ ว่าสถานที่นี้เหมาะที่จะเป็นที่สำหรับปฏิบัติธรรม จึงตัดสินใจเลือกที่นี่


หลังจากตัดสินใจเลือก สถานที่ได้แล้ว ท่านจึงเริ่มพัฒนาศูนย์นี้ขึ้นมา ใหม่ด้วยตัวท่านเอง โดยมีเจตนารมณ์ที่จะพัฒนา ให้เป็นศูนย์ปฏิบัติธรรม ที่เป็นสาขาของวัดอัมพวัน ของอำเภอ ของจังหวัด และ เป็นศูนย์ปฏิบัติธรรม ของภาคเหนือ ต่อไปในอนาคต


ต้นปี ๒๕๔๐ เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านขึ้นมาปฏิบัติธรรมบน ศูนย์ร้างนี้ พร้อมทั้งปรับปรุงพื้นที่ เริ่มก่อสร้างสถาน
ที่พักเป็นกุฏิ ซ่อมแซมกุฏิเก่าที่มีอยู่ในสภาพทรุดโทรม ให้ใช้งานได้ หาแหล่งน้ำเนื่องจากบริเวณผาคอกนี้ไม่มี จนพบอยู่ห่างถัดลงมาที่เชิงเขา เป็นน้ำธรรมชาติใสและบริสุทธิ์ สามารถใช้ดื่มได้โดยไม่ต้องต้ม ต่อจากนั้นจึงสร้าง ห้องน้ำและบ่อน้ำ เดินสายไฟ สร้างศาลา ตามลำดับ ในระยะแรกนี้ท่านได ้รับการสนับสนุนด้านการเงิน จากลูกศิษย์สมัย ที่เคยพบมาตั้งแต่อยู่วัดอัมพวัน เป็นคนอำเภอเชียงคำ คือ อาจารย์รำเพย ดำแดงดี ทำงานเป็นครูอยู่ท ี่โรงเรียนเชียงของวิทยาคม ระหว่างการสร้างศูนย์มีพระสงฆ์และฆราวาสที่ทราบข่าวขึ้นมาปฏิบัติเป็นกลุ่มเล็กๆ อยู่เป็นระยะๆ

 


เมื่อสถานที่พร้อมพอ ที่จัดอบรมได้ ก็เริ่มการอบรม ในระยะแรกเป็นการจัดอบรมให้แก่ภิกษุ ต่อมาเริ่มโครงการ นำนักเรียน เข้ารับการอบรม ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี มีโรงเรียนต่างๆ และจำนวนนักเรียนเข้าร่วมโครงการมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งได ้จัดอบรมให้แก่เยาวชนที่เกเร ติดยาเสพติด ไม่อยากเรียนหนังสือ โดยที่ท่านเชื่อว่าสิ่งของเสียหายยังซ่อมให้ใช้การใหม่ได้ เด็กจิตไม่ดี ก็สามารถซ่อมจิตให้ดีได้เช่นกัน ซึ่งได้ผลที่ดี เยาวชนเหล่านี้เกิดความสำนึก ได้คิด พ่อแม่จะมีความเสียใจ หรือเกิดความเสียหายในการกระทำของตนหรือไม่ คนจะทำชั่วไม่ได้เพราะมีความรัก คนมีความรักก็จะมีความห่วงพ่อแม่ ก่อนหน้านี้ไม่ทราบจึงทำผิด จนเมื่อได้มาปฏิบัติจึงทราบ ดังนั้น สติปัฏฐานสี่จึงทำให้คนมีคุณธรรม โรงเรียนต่างๆ เมื่อทราบ ข่าวการอบรมเยาวชนที่มักกระทำผิดได้ผลดี จึงได้ส่งนักเรียนมาเข้าอบรมบ้าง การอบรมจึงขยายขอบเขตมากขึ้น จากกลุ่มเล็ก เป็นกลุ่มใหญ่ขึ้น จนต้องมีการขยายพื้นที่ สร้างศาลาเพื่อใช้ในการปฏิบัติขึ้นมาอีกหนึ่งหลังในปี ๒๕๔๒ การจัดอบรม ขยายเข้าสู่คณะนักศึกษา ครู ของสถาบันราชภัฎเชียงราย และประชาชนที่สนใจทั่วไป ในช่วงเวลาเดียวกัน กับที่ท่านจัดอบรมนั้น งานหลักอีกสิ่งหนึ่งที่ยังคงปฏิบัติอยู่เสมอคือการก่อสร้างและ พัฒนาสถานที่ให้มีที่รองรับ ได้เพียงพอกับผู้ที่ต้องการ เข้ามาอบรมที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ


ปี ๒๕๔๔ สถานปฏิบัติธรรมที่ท่านพัฒนามาตลอด ได้รับการรับรองจากทางราชการให้เป็นศูนย์ปฏิบัติธรรม ชื่อว่า ศูนย์ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานถ้ำพระผาคอก ตั้งอยู่ที่ ต.ผางาม อ.เวียงชัย จ.เชียงราย รับคณะนักเรียน นักศึกษา ประชาชนที่สนใจเข้ารับการอบรมกรรมฐาน มาจนถึงปัจจุบันนี้


Copyright ©2007 tongsuk.org All Rights Reserved web site e-mail: webmaster@thongsuk.org